วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

วัฒนธรรมทางด้านการแสดงในยุคปัจจุบัน

วัฒนธรรมทางด้านการแสดงในยุคปัจจุบัน
วัฒนธรรมทางด้านการแสดงในยุคปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรมในยุคนี้จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก สมัยก่อนเป็นวัฒนธรรมที่มี
ความอ่อนช้อย มีความสวยงาม มีความเป็นไทย  แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมทางด้านการแสดงได้นำเอาการแสดงของต่างชาติเข้ามา
ผสมผสานเพื่อให้เกิดการแสดงในแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ทันต่อยุคและโลกปัจจุบัน  จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงใน
ด้านการร้องเพลง การเต้น หรือแม้แต่ในเรื่องการละคร นั้นจะเห็นได้ว่าเป็นการแสดงในศาสตร์หนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
 การแสดงในยุคใหม่จะเห็นได้ชัดในเรื่องของการแสดงที่มีบทถึงพริกถึงขิง สมจริงสมจังมากกว่าเมื่อก่อน การแสดงในด้านการเต้น
ก็เหมือนกัน จะเห็นได้ว่ามีท่าเต้นในแบบใหม่ที่ชวนให้อยากที่จะเต้น เหมือนกับแดนซ์เซอร์ของนักร้องที่มีการเต้นในท่าที่ชวนสนุก
มากกว่าเดิม  หรือเป็นการแสดงในด้านการรำ ได้มีการผสมผสานในยุคเก่ากับยุคใหม่เข้าด้วยกัน    วัฒนธรรมไทยในยุคนี้ก็ยังคงมีให้
เห็นกัน เพราะไม่ได้สูญหายไป เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยที่จะต้องมีความก้าวหน้าให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมือง
ในปัจจุบัน เราทุกคนควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยในแบบเก่าที่มีความสวยงามเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้รู้จักวัฒนธรรมไทยต้นฉบับ
ที่ยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากคนไทยที่ต่างชาติยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นวัฒนธรรมที่มีความสวยงามที่อยู่คู่คนไทยมาเป็นเวลาที่นานมากพอสมควร

วัฒนธรรมการแต่งกายจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

วัฒนธรรมการแต่งกายจากอดีตสู่ปัจจุบันของคนไทย
วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณรุ่นบรรพบุรุษ ที่มีการกำหนดขึ้นมาใช้เพื่อเป็นแนวทางเดียวกันของคนไทยทั้งหมด
ที่เกิดมาบนแผ่นดินไทย วัฒนธรรมไทยจึงไม่เหมือนชาติใดในโลกแต่จะมีการนำเอาของชาติอื่น ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคด้วย 
วันนี้จะพูดถึงการแต่งกายในสมัยก่อนนั้นจะแต่งตามชนชั้นบรรดาศักดิ์ เพราะเป็นสมัยที่ยังเป็นทาส วัฒนธรรม ความเจริญยังไม่มี
 เพราะเมืองไทยต้องทำสงครามกับหลายประเทศเพื่อที่จะต้องรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ให้กับลูกหลานรุ่นหลัง ๆ ที่จะเกิดมา 
ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา การแต่งกายจึงมีการเปลี่ยนแปลง
ตามไปด้วย วัฒนธรรมไทยในการแต่งกายในสมัยโบราณนั้นจะเป็นการแต่งกายแบบเป็นผ้าทุ่งเสื้อจะเป็นกระโจมอกแต่ถ้ามีงานประเพณี
ก็จะเป็นการแต่งกายที่ใส่โจงกระเบน เสื้อแขนยาวทรงกระบอก มีสไบคาดกลาง แต่ในยุคปัจจุบันคนไทยได้นำเอาการแต่งกาย
ของชาวตะวันตกที่ภูมิอากาศของประเทศที่ร้อนจึงมีการแต่งกายที่เสื้อผ้าสั้น บาง ผ้าพลิ้ว เพื่อให้เข้ากับลักษณะของอากาศ
 คนไทยก็มีการเลียนแบบด้วยการแต่งน้อยห่มน้อย บางครั้งถึงกับโป๊ เสื้อรัดรูป กระโปรงสั้นเหนือเข่า กางเกงขาสั้นเอวต่ำ เสื้อเอวลอย
แขนกุด เป็นต้น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้อง จึงเห็นได้ว่าแต่ละยุคนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งเปรียบเทียบอย่างเห็นได้ชัด
 คนไทยทุกคนควรที่จะช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงไปใสด้านที่ผิดที่ทำให้เสื่อมเสียหรือหายไปจากโลกนี้

วัฒนธรรมความเชื่อและศาสนา




สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรของเมืองสุโขทัยนั้น ต่างพากันนับถือ
ศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนา และนับถือผี โดยเฉพาะ พระขะพุงผี นั้นเป็นผีที่ประชาชนพากันนับถือมาก ดังปรากฏในจารึกหลักที่ ๑ ว่า  “เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนั้นมีกุฏิพิหาร ปู่ครูอยู่สรีดภงส์ มีพระขะพุงผี เทพยดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ว ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เทียงเมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขา อันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย” ด้วยเหตุนี้ชาวสุโขทัยจึงพากันนับถือพระขะพุงผี เทพยดาในเขา ทำการสักการบูชาไม่ได้ขาด และยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระหลักเมือง และศาลพระกาฬให้สักการะนับถืออีก และทำให้มีการนิยมสร้างสถานศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ขึ้นตามเมืองต่างๆ ตามอย่างด้วย 

สำรับการบนบานสานกล่าวขอขมาผีนั้น ชาวสุโขทัยมีความเชื่อเรื่องการเจ็บป่วยที่ถูกผีทำ จึงแก้ด้วยการสร้างตุ๊กตาเสียกบาล โดยนำตุ๊กตาเสียกบาลนั้นมาเชิญผีเข้าแทน แล้วหักคอตุ๊กตาเพื่อแสดงว่าคนป่วยที่ถูกผีเข้านั้นตายแล้ว ผีที่ออกจากร่างผู้ป่วยนั้น เมื่อออกแล้วก็รีบนำตุ๊กตาเสียกบาลนั้นไปวางที่ทางสามแพร่ง เพื่อหลอกไม่ให้ผีหาทางกลับไม่ถูก ซึ่งพบว่ามีการสร้างตุ๊กตาเสียกบาลสังคโลกจำนวนมาก

ชาวสุโขทัยนั้นมีประเพณีที่นิยมนอนหันศรีษะไปทางทิศใต้ ซึ่งเรียกทิศนี้ว่า เบื้องหัวนอนและเรียกทิศเหนือว่า เบื้องตีนนอน อันเป็นความเชื่อของชาวสุโขทัยที่หันศรีษะนอนตามแบบพระพุทธเจ้าที่หันพระเศียรไปทางทิศใต้

ครั้นเมืองพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร จึงทำให้มีการนับถือพุทธศาสนาอย่างแพร่หลาย ในครั้งนั้น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เมืองสุโขทัยได้เป็นไมตรีกับพระเจ้าอินทรภานุ แห่งนครศิริธรรม (เมืองนครศรีธรรมราช) จึงทำให้มีการส่งทูตลังกา และคณะทูตของเมืองนครสิริธรรม เดินทางไปอัญเชิญพระสีหลปฏิมา คือ พระพุทธสิหิงส์ มาประดิษฐานไว้สักการะที่เมืองสุโขทัย และเมืองนครสิริธรรม

ต่อมาในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง พุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์นั้นได้รับความนับถือเลื่อมใสกันอย่างแพร่หลาย จึงมีการนิมนต์พระสงฆ์จากเมืองนครสิริธรรมขึ้นไปทำการสั่งสอนชาวเมืองสุโขทัย และโปรดให้มีการสร้างวัดและพระอารามต่างๆ ขึ้น พร้อมกับมีการปฏิบัติตามหลักธรรมทางศาสนา ทำให้พุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์มีความเจริญสูงสุดในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย และทำให้พระมหาธรรมราชาลิไทยมีความศรัทธาถึงกับได้ลาผนวช แล้วยังได้พระราชนิพนธ์ไตรภูมิถถาเพื่อใช้สั่งสอนอาณาประชาราษฎรต่อไป

การที่เมืองสุโขทัยเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์นั้น ได้ทำให้รูปแบบศิลปกรรมต่างๆ ที่เป็นศิลปะสุโขทัย กล่าวคือ มีรูปแบบของเจดีย์ทรงลังกาที่เรียกว่า พุ่มข้าวบิณฑ์ การสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่เรียกว่า พระอัฏฐารส และพุทธลักษณะของพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ทำให้ชุมชนต่างๆ นิยมเอารูปแบบศิลปกรรมและรับเอาประเพณีที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาไปใช้ในท้องถิ่นของตนอย่างแพร่หลาย เช่น ประเพณีทอดกฐิน การเทศน์มหาชาติ ประเพณีการบวช เป็นต้น

การสร้างศาสนาเทวสถานตามความเชื่อนั้น เมื่อพุทธศาสนาได้แพร่หลายอย่างกว้างขวางไปทั่วอาณาจักร พ่อขุนผู้ครองเมืองนั้นทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และทรงเทศนาสั่งสอนหลักธรรมแก่ข้าราชการไพร่ฟ้าหน้าใสอยู่เนืองนิตย์  จึงทำให้การสร้างวัดในพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยพ่อขุนผู้เป็นกษัตริย์นั้นทรงสถาปนา พระบรมธาตุ พระพุทธบาทและพระอารามหลวงของกษัตริย์ขึ้นในเมืองสุโขทัย เช่น วัดมหาธาตุ วัดสระศรี เป็นต้น เช่นเดียวกัน เชื้อพระวงศ์ เศรษฐี และราษฎร ต่างก็ศรัทธาพากันสร้างวัดขึ้นในเมืองสำคัญ และชุมชนของตน

การปกครองคณะสงฆ์ในเมืองสุโขทัยนั้นได้มี พระเถระผู้ใหญ่ เป็นผู้ปกครอง ปรากฏชื่อพระสังฆราชมหาคณิศร เป็นอธิบดีสงฆ์ และมีการแบ่งคณะสงฆ์เป็นฝ่ายคันถธุระและฝ่ายวิปัสสนาธุระ ดังนั้นเมื่อบุตรมีอายุสมควรบวช ก็จะพากันบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ชั่วระยะการเข้าพรรษาตามประเพณีนิยม เช่นเดียวกัน พ่อขุนผู้ศรัทธาในพุทธศาสนาก็จะทรงผนวชเช่นกันในวัดที่เป็นพุทธาวาส (คือไม่มีพระภิกษุจำพรรษา) ที่สร้างประจำพระราชวังสำหรับการพระศาสนาของกษัตริย์เมืองสุโขทัย แต่จำพรรษาอีกวัดหนึ่ง

สำหรับศาสนสถานในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์นั้นได้มีการสร้าง
เทวสถานเป็นองค์พระปรางค์สำหรับประดิษฐานพระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์ทั้งหลาย  รวมเรียกว่า พระไสยศาสตร์  อันได้แก่ เทวรูปของพระปรเมศวร (พระอิศวร) พระพิฆเณศวร พระวิษณุจักร (พระนารายณ์) พระอุมา  พระลักษณ์ พระมเหสวรี พระเทวกรรม พระสัทธาสิทะ พระอีษีสิงค์ พระไพศรพ พระพลเทพ ซึ่งหล่อเป็นเทวรูปโลหะสำหรับสักการะบูชา ในวัดศรีสวาย (ต่อมาถูกดัดแปลงเป็นวัดในพุทธศาสนาแทน)

ในพิธีมงคลทั้งพุทธศาสนา  และศาสนาพราหมณ์ได้มีการผสมผสานใช้ในเมืองสุโขทัย กล่าวคือ มีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระปริตร และเชิญพราหมณ์มาอ่านพระเวทวสักการะพระผู้เป็นเจ้าตามที่มีเทวรูปเคารพ ได้แก่ พระอิษวร (พระศิวะ) พระวิษณุ (พระนารายณ์) พระอุมา (ศักติของพระอิศวร) พระหริหระ (เทวรูปที่รวมพระศิวะกับพระวิษณุไว้ในองค์เดียวกัน) จึงทำให้การทำบุญบำเพ็ญการกุศลที่เป็นมงคลนั้นมีทั้งพิธีพระสงฆ์และพิธีพราหมณ์ผสมผสานกันสืบมาจนทุกวันนี้ฃ

ชาวสุโขทัยมีชีวิตความเป็นอยู่กับ
ความนิยมการกินหมาก เพื่อให้ความฝาดของหมากนั้นช่วยรักษาฟันให้ทนและไม่ผุง่าย  และมีการปลูกป่าหมากในเมืองมากมาย ดังนั้น  ในการทอดกฐิน จึงนิยมที่จะนำหมากถวายด้วย เรียกว่า พนมหมาก เรื่องกินหมากนี้ นิโกลาวส์ แซร์แวส์  ได้กล่าวไว้ในเรื่องประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมือง แห่งราชอาณาจักรสยามเกี่ยวกับค่านิยมการกินหมากของชาวอยุธยาไว้ว่า “สิ่งที่ผู้หญิงสยามไม่อาจทนดูพวกเราได้ ก็คือ ตรงที่พวกเรามีฟันขาว เพราะพวกนางเชื่อว่า พวกภูตผีปีศาจเท่านั้นที่จะมีฟันขาวและเป็นเรื่องที่น่าอับอายที่มนุษย์เรามีฟันขาวเหมือนอย่างสัตว์เดียรัจฉาน ฉะนั้น พอหญิงชายมีอายุได้สัก ๑๔-๑๕ ปี ก็จะเริ่มทำให้ฟันดำและเป็นเงา”  ความเชื่อเช่นนี้ก็น่าจะสืบมาจากความเชื่อที่ชาวสุโขทัยได้มีมาแต่เดิม.  

วัฒนธรรมไทยที่สวยงาม

วัฒนธรรมไทยที่สวยงาม
วัฒนธรรมไทยที่สวยงาม

วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่ทุกชาติพูดได้ว่าเป็นวัฒนธรรมไทยที่มีความสวยงามมีความอ่อนช้อยเป็นอย่างมาก
 เพราะว่าเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นมาที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนที่มีความอ่อนช้อย มีความสละสลวยในเรื่องของวัฒนธรรมไทย
ในแขนงต่างๆ  ความสวยงามในด้านงานศิลปะที่มีการถ่ายทอดออกมาเป็นรูปภาพ เป็นการปั้น การสร้างประติมากรรม
 หรือจิตรกรรมฝาผนัง ที่มีความสวยงามที่มีความเป็นไทยอย่างมาก  แสดงให้เห็นเลยว่าคนไทยนั้นมีสิ่งที่โลกอื่นไม่มี
 เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างมากสำหรับคนไทยที่มีวัฒนธรรมไทยที่บรรพบุรุษในสมัยก่อนได้สร้างขึ้นมาไว้เพื่อให้ลูกหลาน
ได้รักษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทยไว้เพื่อให้อยู่คู่กับคนไทยและให้เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมานั้นได้ทราบว่าวัฒนธรรมไทยมีอะไรบ้าง
 เราควรที่จะมีการช่วยกันดูแลและปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักวัฒนธรรมไทยที่แท้จริงเพื่อไม่ให้ลูกหลานนั้นไปนำเอาวัฒนธรรม
ของชาวต่างชาติเข้ามาใช้ เพราะว่าถ้าหากไม่มีการอนุรักษ์ไว้ก็อาจจะทำให้วัฒนธรรมไทยของเราเสื่อมลงไป หรือถูกชาวต่างชาติ
ที่ชอบในวัฒนธรรมไทยนำไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคตอันแสนใกล้นี้ ดังนั้นเราควรที่จะร่วมมือร่วมใจช่วยกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย
ที่มีความสวยงามในทุกแขนงไว้ อนุรักษ์ของเก่าไว้เพื่อให้คนไทยนั้นไม่หลงไปกับวัฒนธรรมชาวตะวันตกมากจนเกินไป  วัฒนธรรมไทย
เป็นวัฒนธรรมที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากที่เราควรที่จะมีการพัฒนาให้วัฒนธรรมไทยมีความแปลกใหม่แต่ยังคงกลิ่นอายเดิมๆ
 ไว้เพื่อไม่ให้สูญหายไปและยังทำให้เข้ากับโลกสมัยปัจจุบันได้อีกด้วยค่ะ

วัฒนธรรมการทักทาย

วัฒนธรรมทางด้านการทักทายแบบไทยไทย

วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่ได้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนมาถึงปัจจุบันก็ยังเห็นได้ว่า เป็นวัฒนธรรมที่ไม่เสื่อมคลาย
 และเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกับประเทศใด คนไทยเกิดมาได้เปรียบคนชาติอื่น ในทุก ๆ ด้านอยู่แล้ว มีภาษาที่ไม่เหมือนใคร
 วัฒนธรรมของคนไทยที่โดดเด่น ไม่เหมือนใครอีกอย่างก็จะเป็นวัฒนธรรมทาด้านการทักทายกัน ไม่ว่าจะเป็นการทักทายคนไทย
ด้วยกันหรือการทักทายเพื่อร่วมโลก คนไทยจะมีการทักทายกันด้วยการไหว้และรอยยิ้มอย่างสยาม คนไทยนั้นคนที่มีอายุน้อยกว่าจะไหว้
คนที่มีอายุมากกว่าอยู่แล้ว เพื่อให้ทราบว่าเป็นการให้เกียรติและการแสดงความเคารพผู้ที่มีอายุมากกว่าหรืออาวุโสกว่าหรือผู้ที่เรานับถือ
 การทักทายคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนคนไทยก็จะมีการทักทายอย่างแรกก็คือรอยยิ้ม คนไทยจะเป็นคนที่ยิ้มง่ายแม้จะไม่รู้จักกันมาก่อน
ก็จะทำการยิ้มจนถือว่าเป็นเสน่ห์ของคนไทย ต่างชาติจะชอบบอกว่าคนไทยยิ้มสวย วัฒนธรรมไทยที่แท้จริงถ้าเป็นการทักทายแบบ
เป็นทางการก็คือการไหว้ แต่ถ้าเป็นระดับสากลก็จะเป็นการทักทายด้วยการจับมือ วัฒนธรรมทางด้านการทักทายคนไทยควรที่จะอนุรักษ์
ไว้เพื่อให้ชาวต่างชาติได้อิจฉาที่คนไทยนั้นมีอะไรที่ต่างชาติไม่มี อยากให้เด็กไทยที่เกิดมาใหม่ช่วยกันรู้จักวิธีการทักทายกันอย่าง
ถูกต้อง โดยที่ผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้คอยบอกคอนสอนให้เด็กไทยนั้นได้รู้จักคำว่าวัฒนธรรมไทยที่ถูกต้องอย่างแท้จริงด้วย

วัฒนธรรมการไหว้

การไหว้... วัฒนธรรมไทยที่ต้องรักษาไว้




                   





















 “ไปลา-มาไหว้” มารยาทไทยที่เป็นวัฒนธรรมการทักทาย เวลาพบปะกันหรือลาจากกัน 
“การไหว้” เป็นการแสดงถึงความมีสัมมาคารวะ
 และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากการกล่าวคำว่า “สวัสดี”
แล้วยังแสดงออกถึงความหมาย “การขอบคุณ” และ “การขอโทษ”
 การ ไหว้เป็นการแสดงมิตรภาพ มิตรไมตรี ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม
ซึ่งนับวันจะค่อย ๆ เลือนลางออกไปจากสังคมไทย ด้วยเยาวชนไทยส่วนใหญ่ 
รับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมายึดถือปฏิบัติ เช่น การทักทายกันด้วยการจับมือ
 ด้วยการผงกหัวหรือพยักหน้าต้อนรับกัน โดยปกติความอ่อนน้อมถ่อมตน
 เป็นวัฒนธรรมไทยที่แสดงความเคารพด้วยการไหว้ผู้อาวุโส หรือการรับไหว้ผู้อาวุโสน้อย
 ปัจจุบันกลายเป็นวัฒนธรรมที่เกิดเฉพาะกลุ่ม แทนที่จะเป็นวัฒนธรรมในสังคมของคนทุกชนชั้น
วยสาเหตุที่เยาวชนไทย มองข้ามวัฒนธรรมไทยที่ดีงามถูกต้อง มารยาทในสังคมไทยจึงผิดเพี้ยนไป
 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้จัดการเผยแพร่ความรู้เรื่องมารยาทไทยอย่างต่อเนื่อง
 และได้หยิบยกมารยาทในการพบปะสมาคม ในสังคมที่สำคัญมีดังนี้ 

1. การรู้จักวางตน ต้อง เป็นคนมีความอดทน มีความสงบเสงี่ยม ไม่แสดงกิริยาก้าวร้าว อวดรู้
 อวดฉลาด อวดมั่งมี และไม่ควรตีตัวเสมอผู้ใหญ่ แม้ว่าจะสนิทสนมหรือคุ้นเคยกันสักปานใดก็ตาม

2. การรู้จักประมาณตน มี ธรรมของคนดี 7 ได้แก่ รู้จัก เหตุผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน
 และบุคคล โดยไม่ทำตัวเองให้เด่น เรียกร้องให้คนอื่นสนใจ หรือสร้างจุดสนใจในตัวเรามากเกินไป
 ตัวอย่าง คำเตือนของหลวงวิจิตรวาทการที่กล่าวไว้ว่า “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย
 ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน”

3. การรู้จักการพูดจา ต้อง ไม่ทักทายปราศรัยกับคนด้วยคำพูด ที่จะทำให้คนเขาเกิดความอับอาย
ในสังคม และไม่คุยเสียงดัง หรือยักคิ้วหลิ่วตาทำท่าทางประกอบจนทำให้เสียบุคลิกภาพได้

4. การรู้จักควบคุมอารมณ์ คือ รู้จักข่มจิตของตน ไม่ใช่อารมณ์รุนแรง เพื่อไม่ให้ล่วงสิ่งที่ไม่ควรล่วง
 ได้แก่ การข่มราคะ โทสะ โมหะ ไม่ให้กำเริบเป็นคุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งคือรู้จักข่มอารมณ์ต่าง ๆ
 ไม่ทำลายข้าวของ ไม่พูด และแสดงกิริยาประชดประชัน หรือส่อเสียด

5. การสำรวมกิริยาเมื่อเดินผ่านผู้ใหญ่ 
ขณะ ที่เดินผ่านผู้ใหญ่ให้ก้มตัวพองาม
หรือหากผู้ใหญ่กำลังเดินไม่ควรวิ่งตัดหน้า ควรหยุดให้ผู้ใหญ่เดินไปก่อน หรือไม่ควรเดินผ่านกลาง
ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังพูดกัน

6. การรู้จักควบคุมอิริยาบถ ถือเป็นคุณสมบัติที่ดี เช่น เมื่อเราได้ยินเสียงเพลงก็ไม่ควรเขย่าตัว
กระดิกเท้า หรือเคาะจังหวะโดยไม่เลือกสถานที่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้
ถือว่าเป็นอาการของคนที่ไม่ควบคุมอิริยาบถ และไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ

7. ความมีน้ำใจไมตรีอันดีต่อกัน การ อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขด้วยความรักและเข้าใจกัน
 ควรมีความเอื้ออาทร มีน้ำใจไมตรีต่อกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีความเห็นอกเห็นใจ
 เอาใจใส่ทุกข์สุขของผู้เกี่ยวข้อง มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ที่สำคัญคือมีน้ำใจในการช่วยเหลือ
หรือช่วยทำประโยชน์ให้แก่สังคม

8. การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคุณธรรมชั้นสูงของการอยู่ร่วมกันในสังคม ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด
 ผู้บำเพ็ญประโยชน์มีอุดมการณ์สำคัญคือ “การช่วยเหลือผู้อื่น”
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นปัจฉิมโอวาท ความว่า 
“จงยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นด้วยความไม่ประมาทเถิด” 
การ ยังประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่น หรือการปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
เพื่อประโยชน์ส่วนรวม สังคมจะมีสันติสุข คือ มีความสงบสุข ถ้าบุคคลในสังคมรู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น
 มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม


ลักษณะการแสดงความเคารพด้วยการไหว้ ที่เป็นมารยาทในสังคมที่ควรปฏิบัติกัน คือ

- การประนมมือ (อัญชลี) เป็น การแสดงความเคารพ โดยการประนมมือให้นิ้วมือทั้งสองข้างชิดกัน
 ฝ่ามือทั้งสองประกบเสมอกันแนบหว่างอก ปลายนิ้วเฉียงขึ้นพอประมาณ แขนแนบตัวไม่กางศอก
ทั้งชายและหญิงปฏิบัติเหมือนกัน การประนมมือนี้ ใช้ในการสวดมนต์ ฟังพระสวดมนต์
 ฟังพระธรรมเทศนา ขณะสนทนากับพระสงฆ์ รับพรจากผู้ใหญ่ แสดงความเคารพผู้เสมอกัน
 และรับความเคารพจากผู้อ่อนอาวุโสกว่า เป็นต้น

- การไหว้ (วันทนา) เป็นการแสดงความเคารพ โดยการประนมมือ แล้วยกมือทั้งสองขึ้นจรดใบหน้า
ให้เห็นว่า
 เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง การไหว้แบบไทย แบ่งออกเป็น 3 แบบ ตามระดับของบุคคล 

- ระดับที่ 1 การไหว้พระ ได้แก่ การไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมทั้งปูชนียวัตถุ ปูชนียสถาน
ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ในกรณีที่ไม่สามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้
โดยประนมมือแล้วยกขึ้น พร้อมกับค้อมศีรษะลง ให้หัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว
 ปลายนิ้วแนบส่วนบนของหน้าผาก

- ระดับที่ 2 การไหว้ผู้มีพระคุณและผู้อาวุโส ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ครู อาจารย์
และผู้ที่เราเคารพนับถือ โดยประนมมือ แล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลง ให้หัวแม่มือจรดปลายจมูก
 ปลายนิ้วแนบระหว่างคิ้ว

- ระดับที่ 3 การไหว้บุคคลทั่ว ๆ ไป ที่เคารพนับถือหรือผู้มีอาวุโสสูงกว่าเล็กน้อย
 โดยประนมมือแล้วยกขึ้นพร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดปลายคาง ปลายนิ้วแนบปลายจมูก
อนึ่ง สำหรับ หญิงการไหว้ทั้ง 3 ระดับ
 อาจจะถอยเท้าข้างใดข้างหนึ่งตามถนัดไปข้างหลังครึ่งก้าว 
แล้วย่อเข่าลงพอสมควรพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้ก็ได้ 

โดยปกติวัฒนธรรมการไหว้เป็นวิถี ชีวิต ที่ถูกปลูกฝังให้รู้จักกาลเทศะ
รู้จักการเคารพผู้อาวุโส กตัญญูรู้บุญคุณ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การมีมารยาทในสังคมดังกล่าวข้างต้น
 โดยเฉพาะในเรื่องการเคารพผู้อาวุโส ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
 การแสดงความเคารพในโอกาสต่าง ๆ การรู้จักจัดลำดับการวางตนที่ถูกต้อง
 ตามประเพณีที่วางเอาไว้ ทำให้เกิดความสงบสุขในสังคม 
เพราะการปฏิบัติขัดกับประเพณีที่วางไว้ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง 
ขัดเคืองความรู้สึกซึ่งกันและกัน การมีกฎเกณฑ์มารยาทในสังคม
 เป็นบรรทัดฐานให้บุคคลดำเนินชีวิตได้อย่างสันติสุข

วัฒนธรรมอาหารการกินของคนไทย

วัฒนธรรมอาหารการกินของคนไทย
สภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองหลายสายไหลผ่าน 
จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวชั้นเลิศแห่งหนึ่งของโลก ชีวิตคนไทยในอดีตล้วนผูกพันกับสายน้ำ อีกทั้งยังมี 
ชายฝั่งทะเลเหยียดยาวทั้งด้านอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน อันเป็นแหล่งอาหารประเภทปลานานาชนิด 
ซึ่งเป็นที่มาของคำพังเพยเปรียบเปรยถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารการกินของไทยว่า 
"ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" 
เมื่อสังคมไทยเริ่มติดต่อกับต่างประเทศ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ 
รวมทั้งด้านอาหารการกิน โดยได้รับรูปแบบอาหารบางชนิดมาปรับปรุง ดัดแปลงเป็นรสชาติแบบไทย 
ทำให้เกิดตำรับอาหารใหม่ ๆ มากมาย กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ
....... ..... ....... .... ............ .......... ... 
.... ... .... ....... ...